สมาชิกในกลุ่ม


นางสาวเกศกนก ยศสงคราม   รหัสนักศึกษา 60543003309-0
ชั้นปีที่ 3   หมู่ที่ 1 สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป



    นางสาวโศภิต ศิริเวช   รหัสนักศึกษา 605430033011-6
ชั้นปีที่ 3   หมู่ที่ 1 สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป


     นางสาวสุนิสา มุขไชยา  รหัสนักศึกษา 60543003314-0
ชั้นปีที่ 3   หมู่ที่ 1 สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป

     

     นางสาวประภัสสร ปุริเส   รหัสนักศึกษา 605430033026-4
ชั้นปีที่ 3   หมู่ที่ 1 สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป



     นางสาวทิพยาภรณ์ ศรีนามพิมพ์  รหัสนักศึกษา 605430033035-5
ชั้นปีที่ 3   หมู่ที่ 1 สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป





นางสาวภัทรวดี กุลชะโมรินทร์ รหัสนักศึกษา 605430033070-2
ชั้นปีที่ 3   หมู่ที่ 2 สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป





นางสาวศิโรรัตน์ บุญไสย์ รหัสนักศึกษา 605430033072-8
ชั้นปีที่ 3  หมู่ที่ 2 สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป

การสอนแบบเป็นกลุ่มย่อย
 (Small Group Teaching)




        การเรียนแบบเป็นกลุ่มย่อยเป็นรูปแบบการเรียนที่กลุ่มผู้เรียนมีความสนใจและทุกคนร่วมกันในการทำกิจกรรมนั้นตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ถือเป็นการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ เพราะสอดคล้องกับหลักการของการเรียนรู้แบบผู้ใหญ่ (Adult learning) และการเรียนรู้ร่วมกัน (social constructive learning)   กลไกลการเรียนแบบกลุ่มนั้น ทำให้ผู้เรียนต้องแสดงความคิดเห็น ให้เหตุผลเพื่อโต้เถียงหรือยอมรับความคิดเห็นคนอื่น ฝึกการแก้ไขปัญหา ผู้เรียนต้องใช้ทักษะทางสังคมและการสื่อสารในการมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่ม เช่น การเป็นผู้ฟังที่ดี การให้เกียรติผู้อื่น  การไกล่เกลี่ยในกลุ่ม มีความกล้าแสดงออก ซึ่งช่วยในการฝึก ทักษะทางความคิดขั้นสูงที่จำเป็นต้องใช้ในการเป็น แพทย์ ได้แก่ การให้เหตุผล การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การตัดสินใจและการแก้ไขปัญหา ที่สำคัญยังช่วยพัฒนา ลักษณะที่พึงประสงค์ในวิชาชีพแพทย์ได้แก่ การทำงานและสื่อสารกับผู้อื่น การมีบทบาทของทั้งผู้นำและ ผู้ตาม อย่างเหมาะสม
        อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาเรามักจะเห็นรูปแบบการสอน แบบกลุ่มที่บิดเบือนไปจากหลักการที่กล่าวมาทำให้ดูคล้ายกับเป็นการสอนบรรยาย(Lecture)แก่นักเรียนกลุ่มเล็กๆ มากกว่าที่จะเป็นกลุ่มผู้เรียนปรึกษาหารือ ร่วมกัน ในกลุ่ม (Discussion) ดังนั้นเพื่อให้สามารถนำการเรียนการสอนแบบกลุ่มย่อยมาใช้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ผู้สอนจึงควรทำความเข้าใจในหลักการของการเรียนแบบกลุ่มย่อยและมีทัศนคติที่เชื่อในศักยภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน รวมถึงมีทักษะการจัดการกลุ่มและช่วยให้ผู้เรียนสามารดำเนินกิจกรรมกลุ่มให้บรรลุตามเป้าหมายได้

จุดมุ่งหมายของการสอนแบบกลุ่มย่อย
1. เป็น active student learning
2. เน้น concept และ การประยุกต์แนวคิด กลยุทธ์ และการแก้ปัญหา
3. ใช้ความคิดระดับสูงในการประยุกต์ความรู้ด้วยเหตุผล วิเคราะห์ ประเมินค่าข้อมูล สังเคราะห์ความคิดและตั้งสมมติฐานตัดสินใจและประยุกต์หลักการมาใช้ในกระบวนการแก้ปัญหา
4. เน้นการสื่อสารระหว่างกลุ่มนักศึกษาด้วยกันเอง และกับครู

การสอนแบบกลุ่มย่อยมีหลายวิธี ได้แก่ (สุชาติ ศิริสุขไพบูลย์, 2527)
1. การจัดกลุ่มอภิปรายแบบกันเอง (Informal Group Discussion)
2. การจัดกลุ่มอภิปรายแบบฟิลลิป 66 หรือบัซกรุ๊ป (Phillip 66 or Buzz Group)
3. การจัดกลุ่มอภิปรายแบบซินดิเคต (Syndicate Group)
4. การจัดกลุ่มอภิปรายแบบระดมสมอง (Brainstorming Group)
6. การจัดกลุ่มอภิปรายแบบโต๊ะกลม (Round Table Group)
7. การจัดกลุ่มอภิปรายเป็นคณะ (Panel Discussion Group)
8. การจัดกลุ่มอภิปรายแบบสัมมนา (Seminar Group)
9. การจัดกลุ่มอภิปรายแบบใกล้ชิด (Knee Group)
10. การจัดกลุ่มอภิปรายแบบฮัดเดิล (Huddle Group)
11. การจัดกลุ่มอภิปรายแบบเวียนรอบวง (Circular Response Group)
12. การจัดกลุ่มอภิปรายแบบกลุ่มซ้อน (Fish Bowl Group)
13. การจัดกลุ่มอภิปรายแบบปุจฉาวิสัชนา (Questioning-Answering)

การจัดกลุ่มอภิปรายแบบกันเอง (Informal Group Discussion) 
1. จำนวนประมาณ 6-10 คน
2. สมาชิกที่มี ความสนใจในเรื่องเดียวกัน
3. ในกลุ่มจะมีประธานนำการอภิปราย ช่วยดูแลและกระตุ้นให้สมาชิก ในกลุ่มแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี
4. มาพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นและประสบการณ์กัน เพื่อแสวงหาข้อยุติ หรือข้อตกลงร่วมกันในประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องนั้น

การจัดกลุ่มอภิปรายแบบฟิลลิป 66 (Phillip 66 or Buzz Group)  
1. สมาชิก 6 คน ที่นั่งใกล้กัน หันหน้าเข้าหากัน
2. แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง คนละ 1 นาที รวมเป็น 6 นาที
3. การจัดกลุ่มแบบนี้ก็เพิ่มเปิดโอกาสให้สมาชิกทุกคนมีโอกาสเสนอความคิดเห็นหรือปัญหาที่กลุ่มใหญ่กำลังพิจารณาอยู่

การจัดกลุ่มอภิปรายแบบซินดิเคต  (Syndicate Group)  
1. สมาชิกระหว่าง 6-10 คน ที่มีความรู้และประสบการณ์ต่างกัน
2. สมาชิกจะแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์
3. โดยผลัดกันทำหน้าที่ประธานและเลขานุการกลุ่ม
4. จุดประสงค์ก็เพื่อศึกษาหรือพิจารณาเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ได้รับมอบหมาย

การจัดกลุ่มอภิปรายแบบระดมสมอง (Brainstorming Group)
1. สมาชิก ประมาณ 2-6 คน ที่มีความรู้และประสบการณ์พอสมควรในเรื่องที่จะอภิปราย
2. จุดประสงค์เพื่อให้ได้ความคิดมากที่สุดในเวลาที่จำกัด และเพื่อแสวงหาความคิดสร้างสรรค์จากกลุ่ม
3. กลุ่มจะมีประธานนำและกระตุ้นให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี
4. โดยไม่มีการตัดสินว่าถูก ผิด ดี ไม่ดี เพื่อให้ได้ความคิดจำนวนมาก
5. เลขานุการกลุ่มจดบันทึกความคิดทั้ง หมดไว้
6. นำความคิดที่ได้มาวิเคราะห์ และปรับปรุง เพื่อให้ได้ความคิดที่สร้างสรรค์ในเรื่องนั้น

การจัดกลุ่มอภิปรายแบบโต๊ะกลม  (Round Table Group)
1. มีลักษณะเหมือนการอภิปรายแบบซินดิเคต คือเป็นการอภิปรายในประเด็นที่ได้รับ
2.มอบหมายจากที่ประชุมใหญ่หรือที่สมาชิกเลือกตามความสนใจ
3. เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น และประสบการณ์ เพื่อให้ได้ข้อสรุปร่วมกัน
4. เพียงแต่การจัดกลุ่มจะอยู่ในลักษณะเป็นรูปวงกลมซึ่งสมาชิกทุกคนสามารถมองเห็นกันได้

การจัดกลุ่มอภิปรายเป็นคณะ  (Panel Discussion Group)
1.มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ ความคิดเห็น และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ
2. หัวข้อในการประชุมประมาณ 3-6 คน
3. ผู้เชี่ยวชาญมาร่วมกันอภิปรายต่อหน้าผู้ฟัง เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
4. มีผู้ดำเนินการอภิปราย (moderator) เป็นผู้เชื่อมโยงความคิดเห็น ซักถาม ควบคุมเวลาในการอภิปรายและสรุปผลการอภิปราย

การจัดกลุ่มอภิปรายแบบสัมมนา  (Seminar Group)
1. มีสมาชิกกลุ่มประมาณ 20 คน ขึ้นไป
2. จุดประสงค์เพื่อให้สมาชิกร่วมกันศึกษาหาความรู้หรือค้นคว้าในหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง
โดยมีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำช่วยเหลือ
3. ปัญหาของการสัมมนามักจะกว้าง สามารถแบ่งเป็นหัวข้อย่อยได้จำนวนมาก
4. ผู้เข้าสัมมนาจะเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับความรู้ความคิดเห็น
5. การสัมมนาไม่มีการลงมติ เป็นเพียงการประมวลความคิดเห็น และสรุปเป็นข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาต่างๆ

จัดกลุ่มอภิปรายแบบใกล้ชิด (Knee Group)
1.สมาชิกประมาณ 3-5 คน
2. พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างใกล้ชิด สนิทสนม เปรียบเสมือนการจับเข่าคุยกัน

การจัดกลุ่มอภิปรายแบบฮัดเดิล (Huddle Group)
1. เป็นการจัดกลุ่มย่อยที่แยกออกมาจาก กลุ่มใหญ่ โดยใช้วิธีการสุ่ม
เพื่อให้มีสมาชิกกลุ่มคละกันไป
2. จุดประสงค์และการดำเนินการมีลักษณะเช่นเดียวกับกลุ่มอภิปรายแบบกันเอง

การจัดกลุ่มอภิปรายแบบเวียนรอบวง  (Circular Response Group)
1. สมาชิก ไม่ควรเกิน 10 คน
2. จุดประสงค์เพื่อให้สมาชิกกลุ่มทุกคนมีโอกาสแสดงความคิดเห็น โดยการให้สมาชิกแต่ละคนพูดรอบละประมาณ 1-2 นาที เวียนกันไปทางซ้ายหรือขวา ทีละคนจนครบทุกคน
3.ถ้าผู้ใดต้องการสนับสนุนหรือโต้แย้ง ต้อรอจนกว่าจะถึงเวลาที่ตนมีโอกาสพูด ถ้ามีเวลามากและต้องการความคิดเห็นเพิ่มขึ้น ก็เริ่มรอบสองต่อไปเรื่อย ๆ

การจัดกลุ่มอภิปรายแบบกลุ่มซ้อน (Fish Bowl Group)

1. มีลักษณะเป็นกลุ่มซ้อนกันเป็น 2 วง กลุ่มวงในและกลุ่มวงนอก มีสมาชิกจำนวนเท่า ๆ กัน ประมาณ 4-8 คน
2. ขณะที่สมาชิกกลุ่มวงในประชุมอภิปรายกันในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สมาชิกกลุ่มวงนอกจะทำหน้าที่สังเกตการณ์
3.จุดประสงค์เพื่อให้ผู้สังเกตการณ์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่อภิปรายแต่ไม่มีความจำเป็นต้องมีส่วนร่วมในการอภิปราย ได้เรียนรู้ความคิดเห็นของผู้อภิปรายวงในอย่างใกล้ชิด
4.ในบางกรณีอาจมีการสับเปลี่ยนบทบาทให้ผู้ที่อยู่วงนอกเข้าไปอยู่ในวงในแล้วทำหน้าที่อภิปราย และสมาชิกในวงในออกมาอยู่ในวงนอกเป็นผู้สังเกตการณ์สับเปลี่ยนกัน

การจัดกลุ่มอภิปรายแบบปุจฉาวิสัชนา (Questioning-Answering)
1 .สมาชิก ประมาณ 6-8 คน
เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย 1 คน
2. มีผู้เชี่ยวชาญหรือวิทยากรที่รับเชิญมาครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งเป็นตัวแทนจากกลุ่มผู้ฟัง
3. ผู้ดำเนินการอภิปรายให้ผู้แทนผู้ฟังเสนอข้อคำถามในวิทยากรตอบ และเป็นตัวกลางช่วยเชื่อมโยงและสรุปความคิดเห็น
4.. จุดประสงค์คือการช่วยให้สมาชิกกลุ่มเกิดความเข้าใจในปัญหาหรือเรื่องที่ศึกษาในแง่มุมต่าง ๆ ตามความต้องการหรือความสนใจของผู้ฟัง

ลักษณะของการเรียนแบบกลุ่มย่อยที่มีประสิทธิภาพ
1.ผู้สอน/ผู้คุมกลุ่มที่มีประสิทธิภาพ
2..บรรยากาศการเรียนในกลุ่มที่ดี
3..การที่ผู้เรียนในกลุ่มมีความสนใจและมีส่วนร่วมกันอย่างเต็มที่
4.การที่กลุ่มสามารถยึดในเป้าหมายที่กลุ่มตั้งไว้ (ไม่ออกนอกประเด็น)
5.การได้สื่อการเรียนที่มีความเกี่ยวข้องและสมจริง
6.การยกตัวอย่างที่กระตุ้นให้คิดและแก้ไขปัญหา

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้แบบกลุ่มย่อย
1. จำนวนผู้เรียนในกลุ่ม
        ควรมีจำนวน 5 – 8 คน การมีปริมาณผู้เรียนที่เหมาะสม ไม่มากเกินไปหรือ น้อยเกินไป จะช่วยให้ผู้เรียนทุกคนในกลุ่มมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม มีความคิดที่หลากหลาย เกิดการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ร่วมกันได้ และยังช่วยลดความตึงเครียดและแรงกดดันจากจำนวนคน น้อยได้ แต่หากกลุ่มผู้เรียนมีขนาดใหญ่ผู้สอนควรทำการปรับโดยทำการแบ่งกลุ่มย่อยลงไปอีกและ มอบหมายงานกลุ่มที่ต่างกันไป

2. งานที่ได้มอบหมายแก่กลุ่ม
มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าจำนวนคนในกลุ่ม ผู้เรียนจะให้ความสนใจ ในกิจกรรมกลุ่มเมื่อทราบว่าสิ่งที่กำลังจะทำอยู่ส่วนใดของการเรียนรู้ ดังนั้น ควรมีการแจ้งวัตถุประสงค์ ของการท ากิจกรรมกลุ่มงานควรที่มีโครงสร้างของลำดับและขั้นตอนการดำเนินงานในกลุ่มพร้อมทั้งระยะเวลาของแต่ละขั้นตอนงานต้องมี คำสั่งที่ชัดเจน ระบุหน้าที่ของกลุ่มและผู้สอน ผลลัพธ์ที่ต้องการจากการทำกิจกรรม การประเมินหรือให้คะแนนการมีกิจกรรมกุ่ม สื่อการค้นคว้าที่แนะนำหรือจัดเตรียมไว้ให้ อย่างไรก็ตามโครงสร้างนี้ควรเปิดช่องว่างให้มีความยืดหยุ่นได้บ้าง
        จะเห็นได้ว่าผู้สอนต้องมีการเตรียมการสอนล่วงหน้า เพื่อป้องกันการเกิดความโกลาหลในกลุ่มตัวอย่างการทำกลุ่มที่ใช้ย่อยคือ การวิเคราะห์ปัญหาผู้ป่วย (Case presentation and discussion) ในที่นี้จะแสดงตัวอย่างโครงสร้างของการเรียนแบบกลุ่มย่อยทีนิยมใช้บ่อย


3. การจัดที่นั่งในการเรียนกลุ่ม
       รูปแบบการจัดที่นั่งที่เหมาะสมมีหลักการคือ ทุกคนควรนั่งอยู่ในระดับเดียวกันและ มีโอกาสที่จะมองเห็นกันและกันทั้งกลุ่ม ซึ่งรูปแบบที่นิยมมักจะเป็นวงกลมหรือวงรี ส่วนผู้สอนหรือผู้คุมหากจะอยู่ในกลุ่มควรนั่งอยู่แนวเดียวกับสมาชิกคนอื่นๆในกลุ่ม (ดังรูป) ในกรณีการจัดที่นั่งแบบเป็นกลุ่มย่อยเล็กและมีผู้สอนเพียงหนึ่งคน เช่น หาการทำ workshop ให้จัดที่นั่งของกลุ่มย่อยเป็นครึ่งวงกลมและหันหน้าเข้าหน้า ผู้สอนที่อยู่หน้าห้อง (ดังรูป) สามารถใช้โต๊ะได้หากกิจกรรมกลุ่มต้องใช้การเขียน

4. บทบาทของผู้สอนหรือผู้ควบคุมกลุ่ม
 1. เป็นผู้ช่วยในการเริ่มต้นและจบการสนทนากลุ่ม เช่น ให้แนวทางการทำกิจกรรม การสรุปผลลัพธ์การเรียนของกลุ่ม และวางแผนการเรียนครั้งต่อไป
 2. ช่วยให้กลุ่มยังดำเนินกิจกรรมอยู่ในหัวข้อหรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง หากเห็นว่ากลุ่มออกนอกทางให้ดึงกลับมา
 3. ช่วยจัดการ กลไกลการดำเนินกลุ่ม เช่นกระตุ้นคนที่ไม่พูดให้มีปฏิสัมพันธ์มากขึ้น
 4. ช่วยกระตุ้นให้กลุ่มบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ โดยมีรูปแบบการกระคุ้นหลายวิธีขึ้นอยู่กับสถานการณ์กลุ่มดังนี้
        4.1. ผู้ให้ข้อมูล (The instructor) ช่วยในการให้ข้อมูลเท่านั้น โดยจะ ไม่เข้ามาร่วมในการ ตัดสินใจและการแก้ไขปัญหาของกลุ่ม
        4.2.  ผู้ทำให้ไขว้เขว (The devil’s advocate) โดยการใช้คำถาม/ให้มุมมองที่ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน หรือด้านตรงข้ามกับที่กลุ่มผู้เรียนกำลังมองเพื่อเป็นกระตุ้นให้เกิดการพูดคุย ในกลุ่ม
        4.3. ผู้วางตัวเป็นกลาง (The neutral chair) ช่วยนำกลุ่มโดยไม่แสดงความคิดที่เอนเอียงไปทางใด
        4.4. ผู้ให้คำปรึกษา(The consultant) โดยไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มช่วยทำหน้าที่ในการตอบคำถามที่ผู้เรียนสงสัย
5. ช่วยจัดการให้สิ่งแวดล้อมเหมาะกับการเรียนกลุ่ม เช่น ลดเสียงรบกวน คอยดูว่าเครื่องมือที่ใช้ในการทำกิจกรรมกลุ่มเพียงพอไหม รวมถึงช่วยเตือนเรื่องเวลา

5. การเริ่มต้นที่ดี
        ผู้สอนต้องช่วยสร้างความสัมพันธ์ของผู้เรียนในกลุ่ม ให้คนมีความคุ้นเคยกันมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินกิจกรรมกลุ่มที่จะดำเนินต่อไปมีความราบรื่น โดยเริ่มที่การท าความรู้จักกันด้วยการทำ Icebreaking ควรใช้เรื่องทั่วๆไป เช่น แนะนำ ชื่อและสีที่ชอบพร้อมทั้งเหตุผล แนะนำชื่อพร้อมทั้งบอกสถานที่ที่อยากไปมากที่สุด ระวังไม่ควรใช้เรื่องที่มีรายละเอียดส่วนบุคคลมากเกินไปหรือประเด็นที่มีความอ่อนๆไหว หากสมาชิกทุกคนในกลุ่มรู้จักกันดีแล้วสามารถข้ามขั้นตอนนี้ได้สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ควรมีก่อนเริ่มกิจกรรมกลุ่มคือ การกำหนดกฎหมู่ (ground rules) โดยให้กลุ่มผู้เรียนออกกฎร่วมกัน เช่น ให้ทุกคนแสดงความเห็น หากมีคนพูดให้คุยที่เหลือฟัง ห้ามพูดแทรก ปิดโทรศัพท์ เป็นต้น กฎนั้นมีเป้าหมายเพื่อให้กลุ่มสามารถบรรลุเป้าหมายในการทำกิจกรรม ผู้สอนควรให้อิสระแก่กลุ่มผู้เรียนในการออกกฎนี้

การดำเนินของกลุ่ม (Group dynamic)
 1. การเริ่มสร้างกลุ่ม (Forming) ผู้เรียนเริ่มทำความรู้จักและสร้างสัมพันธภาพต่อกัน ผู้สอนคอยช่วยดูว่าทุกคนได้ทำความรู้จักกันจริงๆ
2. การสร้างกฎหมู่ (Norming) ผู้เรียนทำการสร้างกฎร่วมกันเพื่อใช้เป็นข้อกำหนดในการท างานกลุ่ม
3. การระดมความคิด (Storming) สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มเริ่มแสดงบทบาทตามธรรมชาติ เช่น มีคนขึ้นมาเป็นผู้นำกลุ่ม มีคนที่คอยสร้างคำถามกระตุ้นกลุ่ม คนที่คอยสรุปและเชื่อมเรื่องราว ระหว่างความเห็นต่างๆ อาจมีคนที่กระสับกระส่ายและกำลังโกรธในกลุ่ม ผู้สอนต้องคอยสังเกตว่า กลุ่มจัดการปัญหาของตนได้ไหมและบรรยากาศในการเรียนเป็นอย่างไร
4. การมุ่งสู่เป้าหมาย (Performing) เมื่อผ่านขั้นการระดมความคิดแล้ว สมาชิกแต่ละคนเริ่มคุ้นเคย กับบทบาทของกันและกัน บรรยากาศของกลุ่มเริ่มอยู่ตัวกับการเรียน การท ากิจกรรมกลุ่มที่มาถึงขั้นนี้ได้มักจะบรรลุเป้าหมายของกิจกรรมที่วางไว้
5.การบอกเลิกกลุ่ม (Adjourning) เป็นระยะท้ายของการท ากิจกรรมกลุ่มหายหลังจากได้ทำงานสำเร็จกลุ่มจะมีความยินดีที่ทำงานเสร็จและอาจรูสึกเสียดายที่ต้องแยกย้ายกลุ่ม กลุ่มที่ดีสมาชิกในกลุ่มมักจะทบทวนสิ่งที่ตนเองได้ทำมา เป็นการเรียนรู้ข้อดีและข้อเสียที่เกิดขึ้น

เทคนิคที่ใช้ในการสอยกลุ่มย่อย
1. Snowballing เป็นการให้ผู้เรียนได้เริ่มคิดด้วยตนเอง ตามด้วยการสนทนาแลกเปลี่ยนตั้งแต่หนึ่งต่อหนึ่งและค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้นจนเป็นการสนทนาแลกเปลี่ยน ทั้งกลุ่ม (คล้ายกับการกลิ้งลูกหิมะจึงเป็นที่มาของชื่อเทคนิคนี้) โดยมีตัวอย่างลำดับคำสั่งดังนี้
        1.1. ให้ลองใช้เวลา 1 นาทีคิดด้วยตัวเอง (individual)
        1.2. ให้แลกเปลี่ยนสิ่งที่คิดไว้กับเพื่อนที่นั่งข้างๆ (จับคู่) และให้ต่างคนต่างสรุปสิ่งที่เพื่อนแสดงความเห็นใช้เวลา 5 นาที
        1.3. นำเสนอข้อสรุปของเพื่อนที่ได้แลกเปลี่ยนให้กับเพื่อนคู่ข้างๆ (ขณะนี้จะมีผู้เรียน 4 คน )
2. Jigsaw เป็นการประยุกต์ต่อจาก Snowballing จะมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยให้ทุกคนในกลุ่มแยกตัวกันแล้วไปรวมกับกลุ่มใหม่เพื่อเสนอข้อสรุปของกลุ่มเดิมให้ฟัง เป็นการกำหนดให้ผู้เรียนต้องมีส่วนร่วมกับกลุ่มค่อนข้างมาก โดยสุดท้ายทุกคนในกลุ่มควรจะเห็นตรงกันก่อนนำข้อสรุปนี้ให้แก่กลุ่มใหม่
3. Brainstorming เป็นการระดมความคิดเห็นของทุดคนในกลุ่มให้ได้มากที่สุด โดยให้ทุกคนมีโอกาสในการเสนอความคิดเห็น และมีผู้ที่จดบันทึกบนกระดานที่ทุกคนเห็นได้อย่างชัดเจน ซึ่งตามกฎแล้วจะไม่ทำการตัด หรือทำการวิพากษ์ความคิดเห็นใดๆ ภายหลังที่ทุกคนได้เสนอความคิดเห็นจนครบแล้วกลุ่มจึงทำการจัด กลุ่ม และวิเคราะห์ ข้อมูลที่ได้มาทั้งหมด เทคนิคนี้เหมาะกับการมีผู้เรียนจำนวนมาก
4. การแสดงบทบาทสมมติ (Role play) เป็นการเรียนผ่านทางแสดงบทบาทสมมุติ เหมาะกับการเรียนชั้นคลินิกโดยเฉพาะเรื่องการสื่อสารกับผู้ป่วย ผู้สอนต้องชี้แจงวัตถุประสงค์ของการเรียนที่ชัดเจน เตรียมบทผู้ป่วยและทำความเข้าใจกับผู้เล่นบทสมมุติ เพราะการใช้เทคนิคนี้มีโอกาสล้มเหลวหากผู้เรียนไม่ตั้งใจและเห็นเป็นเรื่องตลก
5. การโต้วาที (Debate) โดยแบ่งผู้เรียนออกเป็นตามจำนวนกลุ่มที่จะโต้เถียงกัน โดยให้แต่ละกลุ่มย่อยหา
ข้อมูลเพื่อน าเสนอด้านเด่นและเตรียมหาเหตุผลที่ลบล้างข้อโต้แย้งของกลุ่มตรงกันข้าม
6. การนำเสนอเวทีรวม (Plenary Session) เป็นการเสนอความคิดเห็นขั้นสุดท้ายโดยตัวแทนของแต่ละกลุ่มจะขึ้นมาน าเสนอข้อสรุปความคิดเห็นของกลุ่มย่อย ผู้สอนอาจเข้ามาร่วมในการช่วยสรุปและให้ความคิดเห็นเพิ่มเติม

การประเมินผล
1.บรรลุวัตถุประสงค์ (product)
2.กระบวนการทำงานของกลุ่ม (process)
3.ให้นักศึกษาประเมินผลโดยตนเอง (student study-report)
4.อาจารย์สังเกตการณ์

5.บุคคลที่สามสังเกตการณ์แล้วให้คะแนน

อ้างอิง
ผศ.พญ.วิชุดา จิรพรเจริญ.การสอนแบบเป็นกลุ่มย่อย (Small Group Teaching). [ระบบออนไลน์] . เข้าถึงได้จาก:http://www.med.cmu.ac.th/secret/meded/
AOMJAI_1/Papar_1-4_08_56Teaching%20and%20Leading%20Small%

20Group.pdf. (วันที่ค้นข้อมูล: 2 สิงหาคม 2561 )
อาจารย์ชลธิรา  เรียงคำ. (2553) . Small Group Discussion (การสอนแบบกลุ่มย่อย) .[ระบบออนไลน์] . เข้าถึงได้จาก:http://www.ns.mahidol.ac.th/English
/th/departments/MN/th/km/56/km_group_discussion.html. (วันที่ค้นข้อมูล: 2 สิงหาคม 2561)
ทิศนา แขมมณี. (2547). ศาสตร์การสอน. องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
วรรณภรณ์ วีระพงษ์. (2556). การเรียนแบบทีม:Team - based Learning. พิษณุโลก: วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช.
วราวุธ สุมาวงศ์. (2554). Small group Teaching & Learning. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรังสิต.
สุชาติ ศิริสุขไพบูลย์. (2527). เทคนิคและวิธีการสอนวิชาชีพ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ.


สมาชิกในกลุ่ม นางสาวเกศกนก ยศสงคราม   รหัสนักศึกษา 60543003309-0 ชั้นปีที่ 3   หมู่ที่ 1 สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป     น าง...